หมดประจำเดือนไว หนีมะเร็งมดลูกห่าง

October 18th, 2011 by admin No comments »

หมดประจำเดือนไว หนีมะเร็งมดลูกห่าง

หมอญี่ปุ่นพบว่า สตรีที่ชอบออก กำลัง หรือเลือกกินอาหารแต่ที่บำรุงหัวใจ จะถึงวัยหมดประจำเดือนเร็วกว่าปกติ ซึ่งมีความสำคัญกับการป้องกันโรคมะเร็ง

นักวิจัยทางการแพทย์ชาวอาทิตย์อุทัย ได้ศึกษาสตรีที่อยู่ในวัยมีประจำเดือน อายุระหว่าง 35-56 ปี 3 พันกว่าคน เป็นเวลา 10 ปี พบว่า ผู้ที่ออกกำลังมากกว่าที่สุด ประมาณอาทิตย์ละ 8-10 ชม. จะหมดประจำเดือนเร็วกว่าเพื่อนที่ไม่ค่อยออกกำลังร้อยละ 17

ในทำนองเดียวกัน สตรีผู้ที่กินอาหารเป็นน้ำมันพืชและผักมาก ก็จะหมดประจำเดือนเร็วกว่าผู้ที่กินน้อยกว่าอยู่ร้อยละ 15 เช่นกัน

นายกสมาคมนรีเวชแพทย์สหรัฐฯ ดร.โจแอน อี.แมนสัน กล่าวแจ้งว่า ผู้หญิงที่หมดประจำเดือนไว จะเผชิญกับระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนในตัวสูงน้อยกว่าผู้ที่หมดช้ากว่า ดังนั้น จึงเป็นสาเหตุว่า ผู้ที่หมดประจำเดือนเร็ว จะเสี่ยงอันตรายจากมะเร็งเต้านมต่ำกว่า แต่เขาก็เสริมว่า ก็มีข้อเสียอยู่บ้างเหมือนกัน เพราะจะเสี่ยงกับการเป็นโรคหัวใจและกระดูกบางมากขึ้น “แต่ก็ไม่อยากให้ผู้หญิงทั้งหลายเป็นทุกข์ในเรื่องนี้ เพราะว่าคุณประโยชน์มันเหนือกว่าความเสี่ยงกว่ากันมากนัก”.

แพทย์วิภาวดี แนะนำคุณสาวๆ วิธีห่างไกลภัยมะเร็งเต้านม

October 17th, 2011 by admin No comments »

นพ.ธเนศ พัวพรพงษ์

มะเร็งเต้านมเป็นสาเหตุให้ผู้หญิงเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ซึ่งจากข้อมูลสถิติกระทรวงสาธารณสุข พบว่า มะเร็งเต้านมเป็นภัยร้ายที่พบมากเป็นอันดับ 2 ของผู้หญิงทั่วโลก และเป็นสาเหตุนำไปสู่การเสียชีวิตที่สำคัญของผู้หญิง ด้วยอัตราเฉลี่ยประมาณ 1 ใน 9 ของผู้หญิงทั้งหมด แม้จะเป็นโรคร้ายแต่สามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยการรักษาแต่เนิ่นๆ ซึ่ง นพ.ธเนศ พัวพรพงษ์ ศัลยแพทย์ หัวหน้ากลุ่มงานด้านศัลยกรรม คลินิกเต้านม โรงพยาบาลวิภาวดี ได้ให้ความรู้ว่า มะเร็งเต้านมพบมากในผู้หญิงที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป โดยเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ ร้อยละ 30 เกิดจากพันธุกรรม หรือคนในครอบครัวมีประวัติเป็นมะเร็ง, ทั้งที่เต้านม, มดลูก, รังไข่ หรือลำไส้ใหญ่ นอกจากนี้อาจเกิดขึ้นด้วยสาเหตุต่างๆ อาทิ เด็กสาวที่มีประจำเดือนครั้งแรกเร็ว, หรือผู้หญิงสูงวัยมีประจำเดือนหมดช้า, การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง, การใช้ฮอร์โมนในเพศหญิงมากเกินไป เช่น การรับประทานยาคุมกำเนิดเป็นเวลานาน, ผู้มีบุตรช้า หรือไม่มีบุตร เป็นต้น

คุณหมอธเนศยังกล่าวต่อว่า การหมั่นตรวจเต้านมอย่างถูกวิธี เป็นการดูแลเบื้องต้นด้วยตนเอง ซึ่งทำได้ง่ายๆคือ การตรวจในช่วงเวลาที่เหมาะสม คือหลังหมดประจำเดือนประมาณ 7-10 วัน โดยคลำตามบริเวณหัวนม วนรอบตั้งแต่หัวนมออกมาด้านนอก ลากมือไปมาจากบนลงล่าง หรือมาพบแพทย์เพื่อตรวจโดยละเอียดด้วยเครื่อง Mammography เป็นวิธีตรวจที่ให้ผลค่อนข้างแม่นยำ ซึ่งเมื่อได้ตรวจครั้งแรกแล้ว แพทย์จะเก็บข้อมูลเพื่อเปรียบเทียบสำหรับครั้งต่อไป ถึงความเปลี่ยนแปลง ส่วนการตรวจด้วยเครื่องอัลตราซาวนด์ก็เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพเช่นกัน การลดปัจจัยเสี่ยงเป็นวิธีหนึ่งที่ทำได้ไม่ยาก เริ่มด้วยการปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร เช่น ลดอาหารเนื้อแดง, ลดอาหารมัน, ลดเกลือ เลือกรับประทานอาหารจำพวกผักและผลไม้ หมั่นออกกำลังกายเสมอ งดการสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

เพื่อห่างไกลภัยร้ายจากมะเร็งเต้านม สาวๆที่มีอายุ 20-35 ปี ควรตรวจเต้านมทุกๆ 3 ปี ส่วนผู้หญิงอายุมากกว่า 35 ปี ควรตรวจเป็นประจำทุกปี ซึ่งในโอกาสที่เดือนตุลาคมเป็นเดือนแห่งการรณรงค์มะเร็งเต้านม โรงพยาบาลวิภาวดี จึงจัดโปรแกรมตรวจค้นหามะเร็งเต้านม ด้วยเครื่องดิจิตอล แมมโมแกรม พร้อมอัลตราซาวนด์ในราคา 2,500 บาท จนถึงสิ้นเดือนนี้ สอบถามได้ที่ 0-2561-1111 กด 1.

สุขภาพ  ที่มา  ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/life/209742

15 เทคนิคเวิร์กๆ…ปลุกสมองไม่ให้ฝ่อก่อนวัย

October 16th, 2011 by admin No comments »

15 เทคนิคเวิร์กๆ...ปลุกสมองไม่ให้ฝ่อก่อนวัย

สมอง​ของ​คน​เรา​ก็​เหมือน​กล้าม​เนื้อ ถ้า​ได้​หมั่น​ออกกำลัง​กาย หรือ​ฝึกฝน​บ่อยๆ จะ​ช่วย​ให้​มี​พละ​กำลังวังชา​มาก​ขึ้น​อย่าง​อะเมซซิ่ง!! “จันทร์​รวี” เขียน​ไว้​ใน​นิตยสาร​สกุล​ไทย และ​นำ​มา​รวบรวม​ตี​พิมพ์​ลง​หนังสือ @nything…สิ่ง​สารพัน 2 เผย​ถึง​เคล็ด​ลับ​ดีๆใน​การ​ปลุก​สมอง​ไม่​ให้​ฝ่อ​ก่อน​วัย​ด้วย​ตน​เอง เพื่อ​ฝน​สมอง​ให้​แหลม​เฟี้ยว  ไม่​กุด​ทู่​ไป​ตาม​กาล​เวลา  ไม่​ว่า​จะ​เป็น​คน​หนุ่ม ​สาว  หรือ  ส.ว.​สูง​วัย  ก็​ใช้​ประโยชน์​ได้​เท่าเทียม​กัน

1) ฝึก​เดิน​ถอย​หลัง ให้​ลอง​หัด​เดิน​ถอย​หลัง​บ้าง หา​พื้นที่​โล่ง​กว้าง​ยืน​ให้​มั่น แล้ว​ค่อยๆก้าว​ถอย​หลัง​ช้าๆที​ละ​ก้าว  ทุก​ย่าง​ก้าว​จะ​ต้อง​มั่นคง  อย่า​เร่งรีบ ควร​ทำให้​ได้​วัน​ละ 50 ก้าว เมื่อ​คล่อง​แล้ว​จึง​เพิ่ม​จำนวน

2) ฝึก​ใช้​มือ​ข้าง​ที่​ไม่​ถนัด ลอง​เปลี่ยน​ความ​เคย​ชิน​แบบ​เดิม เพื่อ​กระตุ้น​ให้​สมอง​แล่น​มาก​ขึ้น

3) ออกกำลัง​กาย​เบาๆ  ยาม​เช้า​หรือ​ยาม​เย็น ​ช่วง​แดด​อ่อนๆ ให้​เดิน​เท้า​เปล่า​เหยียบ​บน​ผืน​ดิน หรือ​เหยียบ​ไป​บน​สนาม​หญ้า​ก็ได้   แล้ว​เดิน​แกว่ง​แขน​เบาๆ หรือ​วิ่ง​เหยาะๆ ช่วย​กระตุ้น​ให้​เลือด​ลม​ไหล​เวียน​ดี

4) ขยัน​ดื่ม​น้ำ การ​ดื่ม​น้ำ​สะอาด​อย่าง​น้อย​วัน​ละ 8 แก้ว จะ​ทำให้​สมอง​แจ่มใส​ขึ้น เพราะ​ใน​เนื้อ​สมอง​ของ​เรา​มี​น้ำ​ร้อย​ละ 85 แม้​สมอง​จะ​หนัก​เพียง​ร้อย​ละ 2  ของ​น้ำหนัก​ตัว  แต่​กลับ​ต้องการ​เลือด​หล่อเลี้ยง​ถึง 5% การ​ขาด​น้ำ​จะ​ทำให้​ประสิทธิภาพ​ของ​สมอง​ลด​ลง เกิด​อาการ​ซึม​เศร้า และ​ก่อ​ให้​เกิด​โรค​ร้าย​สารพัด

5) ทาน​อาหาร​เช้า​อย่าง​ราชา ร่างกาย​คน​เรา​จำเป็น​ต้อง​ได้​รับ​สาร​อาหารเข้าไป​เสริม​สร้าง​ความ​แข็ง​แรง​ให้​กับ​เซลล์​ต่างๆ  รวม​ทั้ง​เซลล์​สมอง​ด้วย ดังนั้น อาหาร​เช้า​จึง​เป็น​มื้อ​สำคัญ​ที่สุด

6) ฝึก​บวก​เลข และ​ฝึก​อ่าน ช่วง​รถ​ติด​ควร​บริหาร​สมอง​ด้วย​การ​เล็ง​ไป​ยัง​เลข​ทะเบียน​รถ​คัน​หน้า หรือ​มอง​ไป​ที่​เบอร์​โทรศัพท์​หลัง​รถ​แท็กซี่  ถ้า​เบื่อ​บวก​เลข​ใน​ใจ ก็​ให้​เปลี่ยน​มา​ฝึก​อ่าน​ป้าย​โฆษณา​ตาม​ทาง

7) หัด​เรียนรู้​และ​ลอง​ทำ​สิ่ง​ใหม่ๆ ช่วย​ให้​กระบวนการ​คิด​ใน​สมอง​แล่น​ปรู๊ด​ดี​ยิ่ง​ขึ้น ลอง​เรียน​จัด​ดอกไม้, ทำ​ขนม หรือ​เล่น​ดนตรี

8) ฝึก​นับ​เลข​ถอย​หลัง ท่าน ส.ว.​ทั้งหลาย​ควร​ทำ​บ่อยๆ เพราะ​ช่วย​ลด​อาการ​สมอง​ฝ่อ​อย่าง​ได้​ผล  ลอง​เริ่ม​จาก​หลัก​สิบ​ก่อน  เช่น  50  ไล่​ถอย​หลัง​มา​ถึง​เลข 1 ควร​นับ​เสียง​ดังๆ หรือ​เขียน​ลง​กระดาษ​ยิ่ง​เวิร์ก

9) หลับตา​นึก​แล้ว​จด ช่วง​ว่างๆระหว่าง​รอ ให้​หยิบ​สมุด​จด​กับ​ปากกา​ดินสอ​มา​ลอง​นึก​ชื่อ​เพลง ชื่อ​หนัง หรือ​ชื่อ​ดารา​นัก​ร้อง​คน​โปรด แล้ว​จด​ลง​สมุด

10) เล่น​เกม​ฝึก​สมอง  ช่วย​กระตุ้น​สมอง​ให้​ ฟื้นฟู  เช่น  ฝึก​จับผิด​ภาพ,  เล่น​หมากรุก  และ​ซูโด​กุ

11) อ่าน​หนังสือ​ให้​หลากหลาย ช่วย​ฝน​สมอง​ที่​เริ่ม​ทู่​ให้​แหลม​คม​ขึ้น  แต่​ควร​เปลี่ยน​นิสัย​การ​ อ่าน​ให้​หลากหลาย​ขึ้น  อย่า​จำเจ​อยู่​แต่​ประเภท​เดียว

12) ฝึก​วาด​รูป​แบบ​ง่ายๆ  หมั่น​สร้าง​มโนภาพ​แบบ​เด็ก​อนุบาล ว่าง​ปั๊บ​ก็​หยิบ​กระดาษ​ขึ้น​มา​วาด​รูป ลาก​เส้น จะ​ช่วย​ให้​คิด​เป็น​ระบบ​ยิ่ง​ขึ้น

13) เปิด​ใจกว้าง​พูด​คุย​กับ​คน​แปลก​หน้า ช่วย​ให้​สมอง​เปิด​รับ​ข้อมูล​ใหม่ๆได้​ดี​ขึ้น

14) หมั่น​พบปะ​สังสรรค์  การ​เมาท์​กับ​ก๊วน ​เพื่อน​ช่วย​ต้าน​อาการ​ซึม​เศร้า ทำให้​คิด​อ่าน​เร็ว​ขึ้น

15) ผ่อนคลาย​ด้วย​การ​ทำ​สมาธิ แบ่ง​เวลา 10-20 นาที หลัง​ตื่น​นอน นั่ง​ใน​ท่า​ที่​รู้สึก​สบาย​ที่สุด แล้ว​หลับตา​ลง และ​หายใจ​เข้า​ลึก​ที่สุด  จาก​นั้น​ค่อยๆผ่อน​ลม​หายใจ​ออก​มา​ให้​สุดลม จะ​ช่วย​ให้​สมอง​โปร่ง​โล่ง​ขึ้น.

รู้จักเชื้อราบนผิวหนัง ที่มาพร้อมกับน้ำท่วมขังและสายฝน

October 16th, 2011 by admin No comments »

มารู้จักเชื้อราบนผิวหนัง

ภัยผิวหนังที่มาพร้อมกับสภาพอากาศที่ฝนตกชุกน้ำท่วมขังในช่วงนี้ ทำให้บางครั้งอาจเกิดผื่นแปลกๆ ขึ้นบนผิวหนังได้ ปัญหาที่พบได้เสมอๆ ในช่วงหน้าฝน โดยไม่จำเป็นว่าจะเป็นพื้นที่น้ำท่วมขัง เพียงแค่ฝนตกอากาศชื้นก็สามารถพบได้ มักมีสาเหตุมาจากเชื้อรา เนื่องจากลักษณะเฉพาะของเชื้อโรคกลุ่มนี้ที่เจริญเติบโตได้ดีในภาวะที่ชื้นแฉะ ผื่นจากเชื้อรามีได้หลากหลายรูปแบบ ซึ่งผื่นที่พบได้บ่อยๆ ได้แก่ วงด่างๆ สีขาวหรือสีเนื้อ ในบางคนอาจขึ้นเป็นวงสีน้ำตาล ร่วมกับมีขุยสีขาวเล็กๆ มักเกิดขึ้นบนผิวหนังบริเวณหน้าอกและลำตัว อาจมีอาการคันร่วมด้วยได้ ผื่นชนิดนี้เป็นลักษณะของโรคเกลื้อน ซึ่งพบได้บ่อยในเด็กและวัยรุ่นที่สุขอนามัยไม่ค่อยดี ไม่ชอบอาบน้ำ เชื้อเกลื้อนเป็นเชื้อราชนิดหนึ่งที่เรียกว่า Malassezia furfur สามารถพบได้บนผิวหนังของคนทั่วไป แต่ปกติแล้วไม่ก่อโรค ยกเว้นในสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสม เช่น คนที่เหงื่อออกมาก ตากฝน ใส่เสื้อผ้าเปียกเป็นเวลานานแล้วไม่ยอมอาบน้ำ ร่างกายชื้นแฉะอยู่เป็นเวลานาน ทำให้เชื้อเพิ่มจำนวนจนทำให้เกิดผื่นลักษณะดังกล่าวขึ้น

ในคนที่น้ำหนักมาก หรือภูมิคุ้มกันไม่ค่อยดี เช่น ผู้ที่เป็นเบาหวาน อาจเกิดผื่นสีแดงขึ้นตามบริเวณข้อพับ เช่น รักแร้ ขาหนีบ หรือใต้ราวนม ร่วมกับมีอาการคันมาก สาเหตุเกิดจากการติดเชื้อยีสต์ในกลุ่มแคนดิดา (Candida) สามารถรักษาให้หายได้โดยการทายาฆ่าเชื้อราทั่วไป แต่มักเป็นซ้ำได้บ่อย เพราะยีสต์ชนิดนี้พบได้ในร่างกายของคนเรา เช่น บริเวณช่องปาก ระบบทางเดินอาหาร และช่องคลอด

สำหรับผู้ที่อยู่ในพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขัง ต้องเดินย่ำน้ำชื้นแฉะเวลาฝนตกนานเป็นชั่วโมงๆ แถมยังไม่รีบทำความสะอาดเท้า ผ่านไปสักระยะหนึ่งอาจพบว่าผิวตามซอกนิ้วเท้าลอกเป็นขุยขาวๆ หรือเปียกยุ่ย หรืออาจถึงขั้นเป็นแผล มีน้ำเหลืองแฉะที่ผิว เรียกว่าโรคน้ำกัดเท้าหรือเชื้อราที่เท้า เกิดจากเชื้อกลาก ซึ่งอยู่ตามสิ่งแวดล้อม เช่น หิน ดิน ทราย รวมทั้งในสัตว์เลี้ยง เช่น สุนัขและแมว ผื่นที่เท้าอาจจะลามไปที่ลำตัวส่วนอื่นได้ ที่พบบ่อยคือทำให้เกิดผื่นบริเวณขาหนีบ เรียกว่า สังคัง

เวลาถอดรองเท้า บางคนอาจมีกลิ่นเหม็นโชยออกมา เมื่อก้มดูที่ฝ่าเท้าจะเห็นเป็นรูพรุนเล็กๆ หรือเป็นแอ่งเว้าแหว่งตื้นๆ เรียกว่าโรคเท้าเหม็น สาเหตุเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง มักพบในผู้ชายที่ใส่ถุงเท้าที่ทำจากใยสังเคราะห์หนาๆ ซึ่งมักจะแห้งยากในหน้าฝน

นอกจากนี้ ในพื้นที่น้ำท่วมเป็นเวลานาน อาจมีพยาธิบางชนิด เช่น พยาธิปากขอ ซึ่งสามารถชอนไชเข้าสู่ผิวหนังได้โดยตรง ทำให้เกิดโรคโลหิตจางได้ หรือถ้าโชคไม่ดี ได้รับเชื้อที่ทำให้เกิดโรคฉี่หนูเข้าไปตามรอยแผลเล็กๆ ที่เท้า อาจถึงขั้นเสียชีวิตได้

โดยสรุปแล้ว ถ้าสังเกตให้ดี จะเห็นว่าสาเหตุของโรคส่วนใหญ่มาจากการย่ำน้ำสกปรก หรือปล่อยให้ผิวหนังอับชื้นอยู่เป็นระยะเวลานาน ทำให้เชื้อ ซึ่งพบได้ตามสิ่งแวดล้อมทั่วไปเพิ่มจำนวนขึ้นจนก่อให้เกิดโรค ดังนั้นการป้องกันอันดับแรก คือ หลีกเลี่ยงการเหยียบย่ำน้ำ หรือตากฝน ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อกลับถึงที่พัก ควรรีบถอดเสื้อผ้าแล้วอาบน้ำทำความสะอาดร่างกาย โดยใช้สบู่หรือสารทำความสะอาดทั่วไป ไม่จำเป็นต้องใช้น้ำยาฆ่าเชื้อชนิดพิเศษแต่อย่างใด เสร็จแล้วใช้ผ้าซับหรือใช้พัดลมเป่าให้แห้ง การโรยแป้งฝุ่นสามารถช่วยลดความชื้นและการเสียดสีได้ เสื้อผ้าและถุงเท้าที่ใช้ ควรทำจากวัสดุธรรมชาติที่ไม่หนาจนเกินไป เพื่อให้ระบายอากาศได้ดี หน้าฝน ผ้ายีนส์จะแห้งยากทำให้เกิดความอับชื้นได้ง่าย จึงควรระวังเป็นพิเศษ นอกจากนี้แล้ว การใส่รองเท้าแตะบ้างก็ช่วยลดโอกาสการติดเชื้อราที่เท้าได้เช่นกัน

โรงพยาบาลเวชธานี
www.vejthani.com

5 สัญญาณเตือนภาวะเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองตีบ

October 8th, 2011 by admin No comments »

Pic_206909

เครือโรงพยาบาลเปาโล เมโมเรียล นำคุณก้าวสู่ความทันสมัยอีกขั้นของวิทยาการทางการแพทย์ที่ผสานเทคโนโลยีและประสบการณ์ เพื่อตอกย้ำความเป็น ‘Paolo Intelligence : วิทยาการที่ไม่หยุดยั้ง เพื่อสุขภาพคุณ’ กับการเปิดตัวเทคโนโลยีอัจฉริยะ ทางลัดใหม่ในการตรวจวินิจฉัย และรักษาโรคหลอดเลือดด้วยเครื่อง ‘Bi-Plane DSA’ (ไบ-เพลน ดีเอสเอ) อีกหนึ่งทางเลือกในการเพิ่มศักยภาพการรักษาผู้ป่วยโรคหลอดเลือดได้อย่างแม่นยำ ตรงจุด และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของคนในยุคใหม่ที่มีอัตราภาวะเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองเพิ่มมากขึ้น กับการพัฒนาไม่สิ้นสุด…เพื่อชีวิตคุณ

ผศ.นพ.นที รักษดาวรรณ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญศูนย์โรคระบบประสาทและสมอง ประจำโรงพยาบาลเปาโล เมโมเรียล พหลโยธิน กล่าวว่า “ในปัจจุบันอัตราของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง รวมทั้งอัตราของผู้ที่มีภาวะเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดสมองได้เพิ่มสูงขึ้นเป็นอย่างมาก ซึ่งสถิติโรคหลอดเลือดสมองเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 3 ของประเทศไทย เกิดจากสภาวะแวดล้อมรอบตัวในยุคของคนทำงาน โดยเฉพาะคนเมืองที่มีความเครียดจากการทำงาน พักผ่อนไม่เพียงพอ ไม่มีเวลาออกกำลังกาย รวมถึงมีอาการปัจจัยที่ก่อให้เกิดโรค เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และโรคเบาหวาน จึงทำให้สถิติของคนเป็นโรคนี้สูงขึ้นทุกปี โดยอาการเตือนของโรคสมองแตก ตีบ ตัน สังเกตได้จากแขนขาข้างใดข้างหนึ่งอ่อนแรง ชาบริเวณใบหน้า ปากเบี้ยว ปวดศีรษะเฉียบพลันแบบไม่ทราบสาเหตุ หากมีอาการดังกล่าวควรรีบพบแพทย์ทันทีภายในระยะเวลาไม่เกิน 3 ชม. ซึ่งถ้าได้รับการดูแลรักษาที่ถูกต้องและรวดเร็วตั้งแต่แรก จะสามารถลดอัตราการตายและพิการลงได้มาก หรือสามารถกลับมาใช้ชีวิตแบบคนปกติได้

ทั้งนี้ ผศ.นพ. นที รักษดาวรรณ ได้ให้คำแนะนำ สัญญาณอันตรายที่จะต้องรีบเข้ามารับการรักษาโดยด่วน “ผู้ป่วยมักมีอาการปวดศีรษะเรื้อรัง หรือเฉียบพลันอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน หากสังเกตว่ามีอาการชา แขนขาอ่อนแรง ปากเบี้ยวพูดไม่ชัด มีอาการเดินเซ ทรงตัวไม่อยู่ ควรรีบมาพบแพทย์โดยเร็วที่สุด ในระยะเวลาไม่เกิน 3 ชม. เพราะอาการดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง โดยล่าสุดได้เตรียมความพร้อมเป็นศูนย์วินิจฉัยโรคสมองครบวงจร ในการดูแลผู้ป่วยหลอดเลือดสมองฉุกเฉิน 24 ชม.โดยมีทีมแพทย์เฉพาะทางและทีมงาน Stroke Fast Track 24 ชม.ที่มีประสบการณ์ ในการดูแลรักษาผู้ป่วยที่มีภาวะหลอดเลือดสมองตีบแตกตันเฉียบพลัน เพื่อทำการรักษาได้อย่างทันท่วงที” ผศ.นพ.นที ยังกล่าวแนะนำเพิ่มเติมในการป้องกันตัวเองให้ห่างไกลจาก ‘โรคหลอดเลือดสมอง’ อีกว่า สามารถทำได้โดย 1) การตรวจหาปัจจัยเสี่ยงและควบคุมรักษาปัจจัยเสี่ยงนั้นอย่างดี 2) การตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี และ 3) ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงควรดูแลตัวเองโดยการรับประทานยาและปฏิบัติตามที่แพทย์แนะนำ รวมทั้งการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

ด้าน ผศ.นพ. ฑิตพงษ์ ส่งแสง แพทย์รังสีรักษา กล่าวต่อไปว่า “ในปัจจุบันการรักษาโรคหลอดเลือดสมอง เบื้องต้นโดยการให้ยา รวมถึงรักษาโดยการผ่าตัด ซึ่งแพทย์จะพิจารณาข้อจำกัดในการรักษาคนไข้เป็นรายๆ ไป ซึ่งปัจจุบันมีเทคโนโลยีในการวินิจฉัยที่มีประสิทธิภาพเพื่อช่วยดูความเสี่ยงของโรคเบื้องต้นให้แก่คนไข้ อาทิ เทคโนโลยีในการตรวจวินิจฉัยด้วยคลื่นสนามแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) และเครื่องเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ความเร็วสูง (CT 64 Slice) และเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดในการตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคหลอดเลือดด้วย ‘Bi-Plane DSA’ (ไบ-เพลน ดีเอสเอ) อีกหนึ่งทางเลือกในการเพิ่มศักยภาพการวินิจฉัย รักษาผู้ป่วยโรคหลอดเลือดได้อย่างแม่นยำ ตรงจุด และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ‘Bi-Plane DSA’ เป็นนวัตกรรมใหม่ที่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย ในการตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคหลอดเลือดทั้งทางสมอง และหลอดเลือดทั่วร่างกาย โดยเฉพาะหลอดเลือดสมอง ที่ต้องอาศัยการวินิจฉัยอย่างทันท่วงที ให้ผลที่แม่นยำ รวดเร็วภายในไม่กี่นาที แพทย์ก็สามารถเห็นพยาธิสภาพของเส้นเลือดได้อย่างชัดเจน โดยไม่ต้องผ่าตัดเปิดเส้นเลือด ที่ต้องเสี่ยงกับการผ่าตัดเปิดกะโหลกศีรษะ เพิ่มความปลอดภัยและศักยภาพในการรักษาผู้ป่วยโรคหลอดเลือด แต่ทั้งนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดของการวางแผนรักษา คือ พิจารณาจากอาการ ข้อจำกัด รวมถึงภาวะความเสี่ยงของคนไข้แต่ละราย เพื่อใช้เทคโนโลยีการรักษาให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อคนไข้ ”

ทั้งนี้ ใครที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองมีอาการภาวะเสี่ยงดังกล่าวหรือไม่ สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูล รับข่าวสาร และกิจกรรมดีๆ ทางสุขภาพได้ที่ http://www.facebook.com/PaoloMemorial

ผ่าตัดหลัง เรื่องเล็กจริงหรือ?

October 8th, 2011 by admin No comments »

มนุษย์เราทุกคนล้วนเคยมีประสบการณ์ปวดหลังอย่างน้อย 1 ครั้งในชีวิต ปวดมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับช่วงอายุ แต่ส่วนใหญ่พออายุมากขึ้นมักจะพบว่าปวดบ่อยและรุนแรงขึ้น ซึ่งอาการปวดของแต่ละคนก็มีที่มาแตกต่างกัน

นายแพทย์พรภวิษญ์ ศรีภิรมย์ ศัลยแพทย์กระดูกสันหลัง เปิดเผยในรายการ 37 องศา ช่อง TNN24 ว่า อาการปวดหลังมีสาเหตุมาจากหลายกรณี ดังนี้

- ปวดหลังเล็กน้อยจากกล้ามเนื้อ อาการนี้เป็นได้ทั่วไป มาจากการยกของหนัก นั่งผิดท่า เป็นต้น
- ปวดหลังจากหมอนรองกระดูกเคลื่อน หรือหมอนรองกระดูกแตก
- ปวดหลังจากกระดูกงอกทับเส้นประสาท หรือช่องกระดูกสันหลังตีบ

กลุ่มที่มีอาการปวดแปลกๆ เช่น ตอนกลางวันเวลาทำงานไม่ปวด แต่นอนพักผ่อนเวลากลางคืนกลับปวด กลุ่มนี้ควรรีบมาพบแพทย์ เพราะบ่งบอกถึงสัญญาณของโรคอันตราย เช่น มะเร็งกระดูก วัณโรคกระดูก เป็นต้น

กระดูกสันหลังเคลื่อน ไม่มั่นคง ทำให้มีอาการปวดเวลาขยับตัว

สังเกตอาการปวดหลังผิดปกติ

การแยกแยะด้วยตัวเองว่าอาการปวดหลังที่เป็นอยู่มาจากสาเหตุอะไรค่อนข้างยาก วิธีที่ดีที่สุดคือควรมาพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยให้รู้สาเหตุแน่ชัด หากพิจารณาในกลุ่มคนทำงาน หรือคนที่อายุไม่มาก อาการปวดหลังที่พบ มักมาจากสาเหตุหมอนรองกระดูกเคลื่อนหรือแตกทับเส้นประสาท เป็นที่มาของอาการปวดหลังร้าวลงขาที่ทุกข์ทรมานของคนวัยทำงานที่พบบ่อย อาการปวดผิดสังเกตในลักษณะนี้ เช่น ก้มลงไปยกของขึ้นมา ปวดเสียวร้าวลงขา ปวดจนต้องปล่อยของที่ถืออยู่ในมือ จนตัวจะทรุดลงไป อาการนี้ค่อนข้างชัดเจนว่าหมอนรองกระดูกแตก

โดยปกติลักษณะทางกายภาพหมอนรองกระดูกจะไม่ทนต่อแรงบิด สังเกตได้จากการยกของหนักในแนวตรงจะไม่ค่อยพบอาการปวดหลังผิดปกติ แต่เมื่อใดที่เอี้ยวตัวไปหยิบของ บางครั้งพบอาการปวดหลังร้าวลงขากะทันหัน นั่นคืออาการหมอนรองกระดูกแตกแล้วเคลื่อนไปทับเส้นประสาทได้ เพราะฉะนั้นใครที่เป็นโรคปวดหลังอยู่แล้ว ควรหลีกเลี่ยงการบิดตัว หรือเอี้ยวตัวยกของ

หมอนรองกระดูกจะมีลักษณะเป็นแผ่น(ถุง หรือ capsule) ข้างในหมอนรองกระดูกจะมีลักษณะคล้ายเจลเหนียวๆ แต่ถ้าแตกหรือชำรุดเสียหาย เจลที่เคลื่อนออกมาภายนอกจะแข็งขึ้น หากไปโดนเส้นประสาทเส้นใดเส้นหนึ่งที่ควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ จะทำให้ระบบนั้นผิดปกติไป

นายแพทย์พรภวิษญ์ เปรียบเทียบระบบเส้นประสาทของมนุษย์ให้เห็นภาพชัดเจนว่า ระบบเส้นประสาทก็เหมือนสายไฟ ต้นทางคือโรงไฟฟ้า ส่งต่อมาที่สายส่งกำลังแรงสูง ปากซอยจะมีหม้อแปลงไฟฟ้า มาจนถึงหน้าบ้านมีมิเตอร์ไฟฟ้า ลักษณะการบาดเจ็บต่อระบบประสาทในแต่ละจุดอาจเปรียบได้กับการระเบิดของจุดจำหน่ายไฟแต่ละจุด เช่น การระเบิดของโรงไฟฟ้า ก็จะทำให้ไฟฟ้าดับทั้งเมือง เปรียบได้กับคอหรือสมองของมนุษย์บาดเจ็บทำให้เป็นอัมพาตทั้งตัวได้ หรือหม้อแปลงระเบิดทำให้ไฟฟ้าดับทั้งซอย เปรียบได้กับการเป็นอัมพาตทั้งขาหรือระดับเอวลงไป ในกรณีของหมอนรองกระดูกชำรุดเสียหาย เปรียบได้กับมิเตอร์หน้าบ้าน ถ้าไฟดับก็ดับเฉพาะในบ้าน เหมือนกับอาการหมอนรองกระดูกเคลื่อน ที่อาจทำให้มีอาการกระดกนิ้วเท้าไม่ขึ้น กระดกข้อเท้าไม่ขึ้น เดินลำบาก แต่ไม่ถึงขั้นเป็นอัมพาต เป็นต้น

จะรู้ได้อย่างไรว่าหมอนรองกระดูกเสียหายมากน้อยแค่ไหน

เบื้องต้นแพทย์จะตรวจร่างกายทั่วไปก่อน อย่างไรก็ตามการตรวจโดยดูจากการเอกซเรย์อย่างเดียวจะมองไม่เห็นละเอียดไปถึงหมอนรองกระดูกหรือเส้นประสาท เพราะฉะนั้นอย่างน้อยที่สุดต้องตรวจด้วยการทำ MRI Scan จึงจะเห็นพยาธิสภาพของหมอนรองกระดูกที่แตก ว่ามีความรุนแรงมากน้อยแค่ไหน จำเป็นต้องรักษาโดยการผ่าตัดหรือไม่

วิวัฒนาการผ่าตัดหลังรักษาหมอนรองกระดูกเคลื่อน

- วิธีมาตรฐาน ในยุคแรกจะผ่าหลังแบบเปิดแผลลงไปตรงๆ เปิดกล้ามเนื้อหลังออกเป็นช่อง และจำเป็นต้องตัดกระดูกบางส่วนเพื่อจะเข้าถึงหมอนรองกระดูกที่อยู่ด้านหลังกระดูกสันหลังได้ วิธีนี้มีข้อจำกัดคือ ประการแรกทำให้กล้ามเนื้อบาดเจ็บ ประการที่สองจำเป็นต้องสูญเสียกระดูกบางส่วน และหลังจากผ่าตัดแล้วจะทำให้ผู้ป่วยปวดหลังต่ออีกระยะหนึ่ง เนื่องจากมีการบาดเจ็บที่กล้ามเนื้อหลังจากการผ่าตัด

- การผ่าตัดผ่านกล้องจุลทรรศน์ ศัลยแพทย์จะมองผ่านกล้องจุลทรรศน์ในการผ่าตัด เพื่อขยายภาพให้ชัดเจนขึ้น ทำให้แผลผ่าตัดมีขนาดเล็กลง การบาดเจ็บต่อกล้ามเนื้อลดลง แต่ยังคงต้องตัดกระดูกบางส่วนออกอยู่ดี

- การผ่าตัดผ่านกล้องเอนโดสโคป วิธีนี้พัฒนาขึ้นมาเพื่อแก้ไขข้อจำกัดและลดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ของการผ่าตัดแบบมาตรฐาน โดยศัลยแพทย์จะเจาะรูเพื่อสอดกล้องเข้าไปในร่างกาย ซึ่งเลนส์กล้องจะติดอยู่ตรงส่วนปลายของสาย ทำให้เห็นภาพพยาธิสภาพภายในได้ชัดเจน ส่วนการนำเศษหมอนรองกระดูกที่แตกออก ทำได้โดยการสอดเครื่องมือผ่านสายกล้องเข้าไป เพื่อนำเครื่องมือเข้าไปดึงหมอนรองกระดูกที่แตกออกผ่านสายกล้อง โดยไม่ต้องเจาะแผลเพิ่ม และไม่จำเป็นต้องใช้ยาสลบ ใช้แค่ยาชาเฉพาะที่เท่านั้น เพราะฉะนั้นในขณะทำผ่าตัดผู้ป่วยจะรู้สึกตัว และสามารถบอกแพทย์ได้เมื่อเกิดสิ่งผิดปกติ หรือเมื่อแพทย์นำหมอนรองกระดูกที่แตกออกมา ผู้ป่วยก็จะรู้สึกได้ทันทีว่าหายปวด ความปลอดภัยจึงมีมากขึ้น ระยะเวลาในการพักฟื้นสั้นลง นอนพักฟื้นที่โรงพยาบาลแค่ 1 คืนเท่านั้น


ข้อจำกัดของคนที่เข้ารับการรักษาด้วยวิธีเอนโดสโคป

กรณีที่มีกระดูกงอกมาก จนช่องสำหรับสอดเครื่องมือตีบแคบมาก จะทำให้ไม่สามารถสอดเครื่องมือเข้าไปได้

หมอนรองกระดูกแตก แล้วเคลื่อนไปอยู่ที่อื่น อาจต้องพิจารณาใช้วิธีอื่นในการผ่าตัด

ความแม่นยำของวิธีเอนโดสโคป

สำหรับศัลยแพทย์ที่มีความชำนาญ วิธีนี้นับว่ามีความแม่นยำมากกว่าวิธีมาตรฐาน เพราะกล้องที่สอดเข้าไป สามารถส่องให้เห็นพยาธิสภาพภายในได้อย่างชัดเจน สามารถขยาย โฟกัสได้ สามารถมองเห็นชัดถึงเส้นประสาทนั้นๆ ช่วยหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บต่อเส้นประสาทได้ดีกว่าการเปิดแผลปกติ ที่สำคัญไม่ต้องตัดกระดูกออก

โอกาสกลับเป็นซ้ำ

ในการผ่าตัดนำหมอนรองกระดูกที่แตกออก จะไม่นำหมอนรองกระดูกที่แตกออกทั้งหมด เพราะต้องคงหมอนรองกระดูกไว้เพื่อให้สามารถทำหน้าที่รองรับข้อกระดูกสันหลังได้ และส่วนที่ยังไม่ชำรุดก็คงสภาพไว้เพื่อให้ทำหน้าที่ต่อไปได้ เพราะฉะนั้นหลังผ่าตัดหากกลับไปใช้งานหลังในลักษณะหนักเหมือนเดิม ก็มีโอกาสที่จะแตกซ้ำที่เดิมได้ สำหรับอัตราการกลับเป็นซ้ำในคนที่ผ่าตัดผ่านกล้องเอนโดสโคปมีร้อยละ 4 แต่เมื่อเป็นซ้ำก็สามารถกลับมาผ่าตรงที่เดิมได้อีก แต่ถ้าผ่าด้วยวิธีมาตรฐานจะมีโอกาสเป็นซ้ำมากกว่า โดยทั่วไปอยู่ที่ร้อยละ 5-10 เนื่องจากแผลสำหรับการผ่าตัดมาตรฐานจำเป็นต้องเปิดแผลใหญ่กว่า ดังนั้นการบาดเจ็บจึงมีมากกว่า

หมอนรองกระดูกเคลื่อนไม่รักษาจะเกิดอะไรขึ้น

สำหรับคนที่หมอนรองกระดูกเคลื่อนหรือแตก แล้วไม่ทำการรักษาเลย จากการศึกษาส่วนใหญ่จะมีอาการแบ่งเป็น 3 ระยะดังนี้

- 1 เดือน ผู้ป่วยจะปวดมาก ลุกไม่ได้
- 3 เดือน มีอาการปวด พอทนไหว แต่ไม่สามารถทำงานได้
- 3 ปี ปวดเรื้อรังเป็นๆ หายๆ ทรมานอยู่อย่างนั้นจนกว่าร่างกายจะสามารถปรับตัวเข้าสู่ภาวะปกติได้

กลุ่มที่ตัดสินใจเข้ารับการรักษาส่วนใหญ่มาจาก 2 กรณี คือ

ไม่ต้องการทุกข์ทรมานกับอาการเจ็บปวด จนทำให้ไม่สามารถทำงานหรือกิจวัตรประจำวันได้ ก็ควรเข้ารับการรักษา

จำเป็นต้องรักษา เช่น หมอนรองกระดูกแตกและเคลื่อนออกมาทับเส้นประสาทที่ควบคุมระบบขับถ่าย ทำให้กลั้นอุจจาระปัสสาวะไม่ได้ หรือสังเกตว่าร่างกายเริ่มแนวโน้มของอาการอ่อนแรง เช่น กระดกนิ้วเท้าหรือข้อเท้าขึ้นไม่ได้

นายแพทย์พรภวิษญ์ กล่าวว่า แม้ว่าปัจจุบันจะมีวิธีการผ่าตัดที่ไม่น่ากลัวอีกต่อไป เพียงแค่ฉีดยาชาก็ผ่าตัดได้ อย่างไรก็ตาม การดูแลและถนอมการใช้งานสุขภาพหลังของตัวเองให้ดี โดยไม่ต้องมาผ่าตัด นับเป็นวิธีที่ดีที่สุด

สอบถามเพิ่มเติมที่ ศูนย์กระดูกสันหลัง
www.vejthani.com

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน

October 2nd, 2011 by admin No comments »

เบาหวาน จัดเป็นโรคชนิดหนึ่งที่เกิดจากความไม่สมดุลของปริมาณ อาหารประเภทคาร์โบไฮเดรท (อาหารกลุ่มแป้งและน้ำตาล) ที่รับประทานเข้าไปในร่างกายกับปริมาณของฮอร์โมนอินซูลิน ในภาวะปกติ ฮอร์โมนอินซูลิน ถูกหลั่งออกมาจากต่อมไร้ท่อที่ตับอ่อน เมื่อมีน้ำตาลเพิ่มขึ้นในเลือด เพื่อทำให้ร่างกายใช้น้ำตาล ที่ได้มาจากอาหารให้เป็นพลังงานภายในเซลล์ เมื่อปริมาณของฮอร์โมนอินซูลิน ไม่สมดุลกับอาหารกลุ่มแป้งและน้ำตาล ที่รับประทานเข้าไป ร่างกายนำน้ำตาลไปใช้ไม่ได้ดี จึงเกิดโรคเบาหวานขึ้น

สาเหตุที่ทำให้เกิดความไม่สมดุลดังกล่าว ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด มีการศึกษาที่ชี้แนะว่า เป็นผลจากพันธุกรรมหรือ เกิดจากโรคติดเชื้อไวรัสบางชนิดทำลายต่อมไร้ท่อ ที่สร้างอินซูลินในตับอ่อน หาใช่มีต้นเหตุมาจากการกินน้ำตาลมากเกินไป ดังที่หลายคนเข้าใจกัน (แต่การกินของหวาน ทำให้ร่างกายควบคุมระดับน้ำตาลยากขึ้น) ในระยะแรกเริ่มที่ เกิดความไม่สมดุล ร่างกายของผู้นั้นจะปรับตนเองโดยอัตโนมัติ โดยผู้นั้นไม่รู้ตัวและยังไม่แสดงอาการออกมา จนกว่าความไม่สมดุลนี้ มีมากเกินกว่าความสามารถ ในการปรับตัวของร่างกายผู้นั้น จะทำได้ ผู้นั้นจะค่อยๆ แสดงอาการ ของโรคเบาหวานออกมา จนกระทั่งมีอาการครบทุกรูปแบบ ดังนั้นกว่าผู้นั้นจะแสดงอาการ ออกมาให้เห็นชัดว่าเป็นโรคเบาหวาน โรคได้เกิดขึ้นก่อนแล้ว นานหลายเดือนหรืออาจจะเป็นปีๆ แต่ยังไม่มีข้อมูลว่า การเข้าไปแก้ไขหรือรักษา ตั้งแต่ในระยะที่ยังไม่แสดงอาการชัดเจน จะเกิดประโยชน์ที่เด่นชัด และดีกว่าการเข้าไปรักษาโรค ในระยะที่มีอาการแล้วหรือไม่ จึงยังไม่มีการตรวจค้นหา ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน ในระยะที่ยังไม่แสดงอาการทั้งๆ ที่เรามีวิธีการทดสอบอยู่แล้ว หากในอนาคตมีวิธีการรักษาใหม่ๆ ในระยะที่ยังไม่มีอาการ และสามารถรักษาโรคให้หายขาด หรือหยุดยั้งการดำเนินโรคไว้ที่ตรงนั้นได้ ก็อาจจะมีการตรวจค้นหา ผู้ที่ยังไม่แสดงอาการ เพื่อให้การรักษาดังกล่าวได้ ดังนั้น ชีวิตของผู้ที่เป็นโรคเบาหวานสามารถ แบ่งออกเป็นระยะต่างๆ ดังนี้คือ
ระยะที่หนึ่ง คือ ระยะเวลาตั้งแต่ปฏิสนธิในครรภ์จนถึงหลังคลอด
ระยะที่สอง คือ ระยะเวลาหลังคลอด จนถึงระยะเวลาที่ตรวจพบว่า เริ่มเกิดความไม่สมดุล แต่ผู้นั้นยังไม่มีอาการของเบาหวาน การแบ่งออกเป็นระยะที่หนึ่งและสอง ยังไม่มีความสำคัญในขณะนี้ เพราะยังไม่มีการรักษาใดๆ ในปัจจุบัน
ระยะที่สาม คือ ระยะเวลาที่ตรวจพบว่า เกิดความไม่สมดุล และไม่มีอาการ จนถึงผู้นั้นเริ่มมีอาการของโรคเบาหวาน
ระยะที่สี่ คือ ระยะเวลาที่ผู้นั้นมีอาการของโรคเบาหวาน ไปจนถึงหายจากโรค
ระยะที่ห้า คือ ระยะที่หายจากโรคเบาหวานจนถึงแก่กรรม

ปัจจุบันเราพบผู้ป่วยและรักษาโรคเบาหวานในระยะที่ สี่ ซึ่งเป็นระยะเวลา ที่ผู้ป่วยมาหาแพทย์ โรคเบาหวานไม่เพียงแต่ทำให้เกิดความผิดปกติ ของระดับน้ำตาลในเลือดเท่านั้น แต่ยังทำให้ระบบประสาท และหลอดเลือดเสื่อมเร็วกว่าปกติ การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติ ไม่สามารถแก้ไขความเสื่อมของระบบประสาท และหลอดเลือดที่เสื่อมไปแล้วได้ นักวิทยาศาสตร์หลายท่าน จึงตั้งสมมติฐานว่า ถ้ามีการรักษาโรคเบาหวาน ตั้งแต่แรกเริ่มที่ยังไม่มีอาการ อาจจะป้องกันการเสื่อม ของระบบประสาทและหลอดเลือดได้ ถ้าในอนาคตมีวิธีการรักษาดังกล่าว และป้องกันความเสื่อมได้จริง เราอาจจะมีวิธีการรักษาหรือควบคุมโรคเบาหวาน ตั้งแต่ผู้นั้นเป็นทารกในครรภ์มารดาเลยก็ได้ หากทำได้จะเป็นการป้องกัน ผู้นั้นไม่ ให้มีโอกาสแสดงอาการของโรคเบาหวาน หรือยืดเวลาที่ไม่แสดงโรคเบาหวานออกไป (ระยะที่สองและสาม) หรือลดความรุนแรงของโรคเบาหวาน ถ้าโรคจะต้องเกิดขึ้นในอนาคต ในส่วนที่ประชาชนทั่วไปทำได้เองในขณะนี้คือ การออกกำลังกาย และควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในสมดุล ซึ่งสามารถทำได้ตั้งแต่อยู่ในระยะที่สอง จนถึงระยะที่สี่และระยะที่ห้าของชีวิต ให้ดูรายละเอียดเพิ่มเติม ในท้ายบทความเกี่ยวกับ การออกกำลังกายและน้ำหนักที่อยู่ในสมดุล

โรคเบาหวานพบได้ในประชากรไทยตั้งแต่ร้อยละ ๓ ถึง ๑๐ แล้วแต่พื้นที่และภาวะโภชนาการ โรคนี้พบได้ทั้งสองเพศ มักพบในวัยกลางคน แต่สามารถพบได้ตั้งแต่เด็กจนถึงผู้เข้าสู่วัยทอง ใน อดีต ที่ประเทศไทยยังเป็นประเทศด้อยพัฒนา โรคเบาหวานจะพบได้ ประมาณร้อยละ ๑-๔ เท่านั้น โรค เบาหวานมี ๒ ประเภท
ประเภทที่หนึ่ง เกิดจากร่างกายขาดอินซูลิน เพราะต่อมสร้างอินซูลินที่ตับอ่อนถูกทำลาย
ประเภทที่สอง ไม่ได้เกิดจากการ ขาดอินซูลิน แต่ร่างกายอาจจะ มีอินซูลินเพิ่มขึ้นในร่างกายแต่ ก็ยังเป็นโรค เบาหวาน เพราะความผิดปกติเริ่มจาก ปัจจัยหรือสารบางอย่างทำให้ ร่างกายไม่สามารถใช้อาหารประเภทแป้ง และน้ำตาลให้เป็นพลังงานได้ตามปกติ น้ำตาลจึงสะสมเพิ่มขึ้นในร่างกาย และร่างกายต้องหลั่งอินซูลินเพิ่ม ตามระดับน้ำตาล เพื่อพยายามแก้ไขภาวะการที่ไม่สามารถใช้น้ำตาล ให้เป็นพลังงานได้ อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อต่อมผลิตอินซูลินจนผลิตเพิ่ม ไม่ไหวแล้ว อาการของโรคเบาหวานจึงแสดงออกมา

โรคเบาหวานประเภทที่สอง เป็นประเภทที่พบบ่อยกว่าประเภทแรก ปัจจัย ภายนอกบางอย่างที่ขัดขวาง หรือลดประสิทธิภาพของอินซูลิน ในการใช้น้ำตาลให้เป็นพลังงานได้แก่ การกินอาหารที่อุดมสมบูรณ์มากเกินพอ สภาพการทำงานของคนในกรุงเทพ ที่เป็นแบบนั่งอยู่ในสำนักงาน และขาดการออกกำลังกาย การมีความเครียดด้านจิตใจเพิ่มขึ้น จากเรื่องต่างๆ ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ที่ผู้นั้นไม่สามารถแก้ไขได้ การที่ผู้ป่วยได้รับยาที่ต้านฤทธิ์ของอินซูลิน เป็นต้น ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ ล้วนส่งเสริมให้เป็นโรคเบาหวานประเภทที่สองได้ง่ายขึ้น อาการนำ ๓ อย่างที่พบบ่อย ของ ผู้ที่เป็น โรค เบาหวานได้แก่ ปัสสาวะบ่อย ดื่มน้ำบ่อย แต่ ผอมลง หรือ น้ำหนักลด ผู้ ป่วยยัง กินอาหารได้ หรือกินเก่งขึ้น บางรายอ้วนขึ้นก่อนแล้วค่อยผอมลง แต่ผู้ป่วยจะรู้สึกผิดปกติและมาหาแพทย์ตอนน้ำหนักลด นอกจากนี้ จะมีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่ายขึ้น การที่ถ่ายปัสสาวะบ่อยเพราะร่างกายใช้น้ำตาลในร่างกายไม่ได้ดี จึงมีน้ำตาลท่วมท้นในกระแสเลือดและน้ำตาลที่ท่วมท้นจะถูกขับออกมาในปัสสาวะ น้ำตาลที่ถูกขับออกมาในปัสสาวะ จะดึงน้ำตามออกมาในปัสสาวะด้วย จึงเป็นการเพิ่มปริมาณปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะบ่อย ใส และมีปริมาณมาก ซึ่งแตกต่างจากโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ที่ผู้ป่วยถ่ายปัสสาวะบ่อยแต่มีจำนวนน้อย และปัสสาวะขุ่น บางครั้งจึง มีมดมาตอมน้ำตาลในปัสสาวะ คนปกติจะไม่มีน้ำตาลออกมาในปัสสาวะเลย การสูญเสียปริมาณ น้ำปัสสาวะมากทำให้หิวน้ำบ่อยและต้องดื่มน้ำชดเชยบ่อยขึ้น น้ำหนักลดเพราะร่างกายใช้น้ำตาลเป็นพลังงานไม่ได้และ น้ำตาลสูญเปล่า เพราะถูกขับออกมาทางปัสสาวะ ร่างกายจึงต้องไปดึงไขมัน และโปรตีนในร่างกาย มาเผาผลาญเป็นพลังงานแทน ร่างกายจึงผอมลง การถ่ายปัสสาวะบ่อยและมีปริมาณมาก ทำให้มีการสูญเสียเกลือแร่ออกนอกร่างกาย ทำให้ร่างกายอ่อนเพลียง่ายขึ้น ถ้าผู้ป่วยไม่รักษาจะเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ที่รุนแรงจนถึงแก่ชีวิตได้
ภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ที่เรื้อรังและเกิดขึ้นช้าๆ ได้แก่ ความผิดปกติใน การทำงานของระบบประสาท โดยเฉพาะการรับรู้ความรู้สึก และหลอดเลือดแดง ผู้ป่วยเบาหวานจะมีเท้าชา รับรู้ความรู้สึกเจ็บและการสัมผัสลดลง โดยเฉพาะที่ปลายมือปลายเท้า ส่วนผิวในของหลอดเลือดแดงขนาดเล็ก จะเสื่อมเร็วขึ้น ทำให้หลอดเลือดแดงขนาดเล็กตีบหรือตันง่ายขึ้น ระบบการแข็งตัวของเลือดจะทำให้เลือดแข็งตัวง่ายขึ้นด้วย ปัจจัยทั้งสอง จะส่งเสริมให้หลอดเลือดแดงตีบหรือตันง่ายขึ้น เลือดจึงไปเลี้ยงที่อวัยวะต่างๆ ลดลง และบางครั้งมีการอุดตันของหลอดเลือดแบบฉับพลันได้ จึงเกิดโรคที่เป็นจากผลจากอวัยวะขาดเลือดฉับพลันซึ่งได้แก่เนื้อตายในอวัยวะ นั้น ถ้าเกิดที่หลอดเลือดแดงที่ไปหล่อเลี้ยง สมอง หัวใจ ไต ผลร้ายก็คือ ทำให้ผู้ป่วยเกิดโรคอัมพาตของแขนขา หรืออัมพาตครึ่งซีกหรือหมดสติ หรือเกิดอาการแน่นหน้าอกจากกล้ามเนื้อหัวใจวายฉับพลัน ไตพิการเรื้อรัง เป็นต้น ภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้จะค่อยๆ เกิดขึ้นและมีผลให้เกิดผลร้ายซ้ำเติมตามมาอีก ที่สำคัญคือ แผลเบาหวาน และติดเชื้อ ต้อกระจก และอวัยวะปลายทางขาดเลือด เป็นต้น

แผลเบาหวาน เป็น ภาวะซ้ำเติมที่รู้จักกันดีทั้งในหมู่แพทย์ พยาบาลและผู้ป่วย แต่การดูแลรักษาแผลเบาหวานมักจะไม่ถูกต้อง ตั้งแต่แรกหรือให้การรักษาช้าเกินไป ผลร้ายที่ตามมาคือ ต้องตัดนิ้วหรือตัดเท้าหรือตัดขาส่วนล่างระดับหน้าแข้งลงไป หรือตัดขาทิ้งตั้งแต่ขาท่อนบนลงมา ผลร้ายเหล่านี้เป็นสิ่งที่ไม่ควร เกิดขึ้นอีกในยุคปัจจุบัน เพราะเรามียาและวิธีรักษาที่ดีมาก ที่จะรักษาโรคให้หายขาดตั้งแต่เริ่มต้น ผู้ป่วยเบาหวานต้องดูเท้าตนเองทุกวันว่า มีแผลเกิดขึ้นหรือไม่ ดูให้เห็นชัดๆ ว่า ไม่มีแผลเพราะผู้ป่วยอาจจะมีต้อกระจกรวมอยู่ด้วย ทำให้เห็นไม่ชัด ถ้ารอให้เกิดความรู้สึกเจ็บที่แผล หรือมีไข้ก่อนแล้วค่อยไปหาแพทย์ ก็จะช้าไป ถ้ามีแผลเกิดขึ้นจากการมองเห็นด้วยสายตา ต้องหมั่นทำแผลให้สะอาด และให้แพทย์มาร่วมดูแลแผลด้วยตั้งแต่ต้น ผู้ป่วยหลายรายเชื่อ เรื่องการพอกแผลด้วยสมุนไพรที่บอกต่อๆ กันมา ขอแนะนำให้พบแพทย์ก่อนด้วย ไม่ควรใช้สมุนไพรรักษาตามลำพัง โดยไม่มีใครช่วยติดตามและประเมินผล โดยส่วนตัวไม่แนะนำให้ใช้สมุนไพรรักษาแผลเบาหวาน เพราะเห็นมาหลายรายแล้วว่า ไม่ได้ผล ทำให้พลาดโอกาสที่จะหายจากโรคโดยเร็ว บางครั้งเห็นมีแผลขนาดเล็กที่เท้าแต่มีไข้ขึ้น แสดงว่า แผลได้เซาะลึกเข้าใต้ชั้นผิวหนัง และลามแผ่ออกไปใต้ชั้นผิวหนังแล้ว

การรักษาแผลเบาหวาน ต้องใช้ยาต้านจุลชีพที่เหมาะสม โดยเฉพาะแผลที่มีกลิ่นเหม็นเน่า แผลเหล่านี้จะลุกลามได้ง่าย เพราะเลือดมาเลี้ยงน้อย ทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายมนุษย์ต่อสู้กับเชื้อโรค ตรงบริเวณที่มีแผลไม่ไหว จึงขอแนะนำให้ดูแลแผลเบาหวาน โดยให้แพทย์ร่วมดูแลรักษาตั้งแต่ต้น การป้องกันการเกิดแผลที่เท้า จะเป็นทางออกที่ดีที่สุด หมั่นสวมรองเท้าหัวปิดที่ไม่คับ ให้เลือกรองเท้าที่นุ่มและสวมใส่สบาย เวลาอาบน้ำควรนวดถูเท้าเบาๆ ให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น หรือแช่เท้าในน้ำอุ่นเล็กน้อย ต้องระวังอย่าใช้น้ำร้อนจัด เพราะผู้ป่วยอาจจะรู้สึกร้อนเพียงเล็กน้อยที่เท้า แต่เท้าบวมพองไปแล้ว พอนวดเท้าและทำความสะอาดเท้าเสร็จ ให้ซับน้ำที่เท้าให้แห้ง เนื่องจากการติดเชื้อที่แผลเบาหวาน เป็นเชื้อโรคที่มากับอุจจาระ จึงอาจจะเป็นไปได้ว่า แผลเบาหวานได้รับเชื้อดังกล่าว จากน้ำในห้องน้ำหรือห้องส้วมที่ปนเปื้อนอุจจาระ ส้วมหรือห้องน้ำของผู้ป่วยเบาหวาน จึงต้องแห้งและสะอาด ถ้ามีแผลและต้องเข้าห้องน้ำหรืออาบน้ำ ต้องห่อเท้าด้วยถุงพลาสติกให้มิดชิด ขณะอาบน้ำหรือเข้าห้องน้ำ และถอดถุงพลาสติกออกทันทีที่ออกจากห้องน้ำ

ยาที่ใช้รักษาโรคเบาหวานมีทั้งยากินและยาฉีด ยากินจะใช้ไม่ได้ผลในผู้ป่วย ที่เป็นเบาหวานประเภทที่หนึ่ง เพราะ ไม่มีต่อมหรือมีต่อมไม่เพียงพอ ที่จะผลิตอินซูลินและ ยากินต้องอาศัยการออกฤทธิ์กระตุ้นต่อม ให้สร้างอินซูลินเพิ่มขึ้น ผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานประเภทที่หนึ่ง จึงต้องฉีดยาอินซูลินชดเชยตลอดชีพ ผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานประเภทที่สองใช้ยากินได้ ถ้าโรคไม่รุนแรงจนเกินไป ถ้าโรครุนแรงจนถึงระดับหนึ่ง การใช้ยากินอย่างเดียวจะไม่ได้ผลเช่นกัน จึงต้องใช้ยาฉีดร่วมด้วยในกรณีนี้

โดยทั่วไปผู้ป่วยต้องลดการกินอาหารประเภทแป้ง และน้ำตาลหรือถึงกับพยายามหลีกเลี่ยง ถ้ายังควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ การรักษาต้องติดตามการตรวจระดับน้ำตาลเป็นระยะๆ ว่า การรักษาได้ผลหรือไม่ หรือได้ผลน้อยไปหรือมากไป? แต่ในช่วงแรกที่ผู้ป่วยมีน้ำหนักลดลงมาก ยังไม่ต้องควบคุมอาหารมากนัก ก็ได้ปล่อยให้ผู้ป่วยกินอาหาร และได้ยาจนน้ำหนักตัวอยู่ ในเกณฑ์ที่เหมาะสมก่อน แล้วค่อยจำกัดอาหารต่อไป การควบคุมอาหารจึงต้องควบคุมให้อยู่ในสมดุล

การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เป็นวิธีการรักษาเบาหวานที่สำคัญมากด้วย ไม่ ควรออกกำลังกายหักโหมและทันทีเพราะจะทำให้เอ็นและกล้ามเนื้อบาดเจ็บได้ การออกกำลังกายที่เหมาะสมคือ การค่อยๆ ออกกำลังกายจนมีเหงื่อเล็กน้อย ระยะเวลาที่ออกกำลังกายอยู่ระหว่าง ๒๐ – ๓๐ นาที ให้ออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ ๒ – ๓ ครั้ง ถ้าสามารถออกกำลังกายสม่ำเสมอทุกวันได้ จะยิ่งดีมาก และผู้นั้นจะออกกำลังกายได้นานขึ้นโดยไม่เหนื่อยง่าย ปริมาณงานของการออกกำลังกายแต่ละวัน จะต้องมีขนาดอย่างน้อยเท่ากับการเดินเร็วนาน ๓๐ นาทีต่อวัน สำหรับผู้ที่มีน้ำหนักมากเกินอยู่แล้ว หรือมีปัญหาเกี่ยวกับข้อเข่าเสื่อมหรือเจ็บที่เท้า การออกกำลังกายในสระน้ำ จะช่วยให้มีการออกกำลังกาย โดยไม่ทำให้ขาหรือเข่ามีปัญหามากขึ้น ควรออกกำลังกายโดยเล่นกีฬาบางอย่าง หรือ เดินเร็วๆ หรือวิ่งเหยาะๆ เป็นต้น

การรักษาและการออกกำลังกายที่ได้สมดุล จะทำให้ผู้นั้นมีน้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์เฉลี่ย ของคนปกติทั่วไปตามค่าดัชนีมวลกาย ทำให้ ผู้ป่วยรู้สึกแข็งแรงดีกระฉับกระเฉงเหมือนเดิม นำหนักตัวที่เหมาะสม สามารถทราบได้ด้วยตนเองอยู่แล้ว ไม่ต้องให้ใครมาบอกก็รู้อยู่แก่ใจ ถ้าต้องการข้อมูลในเชิงวิทยาศาสตร์ที่เป็นตัวเลข เราสามารถคำนวณได้ โดยเอาน้ำหนักเป็นกิโลกรัมเป็นตัวตั้ง แล้วหารด้วยส่วนสูงหน่วยเป็นเมตร ที่ยกกำลังสองแล้วสูตรคำนวณคือ น้ำหนัก(กิโลกรัม) หารด้วย ส่วนสูงยกกำลังสอง (เมตร) เช่น หนัก ๗๐ กิโลกรัมและสูง ๑.๘๐ เมตร จะได้ดัชนีมวลกายเท่ากับ ๗๐ หารด้วย (๑.๘๐) ๒ ได้เท่ากับ ๗๐ หารด้วย ๓.๒๔ เท่ากับ ๒๑.๖ จำง่ายๆ ว่า ค่าปกติอยู่ระหว่าง ๒๐-๒๕ ถ้า อยู่ระหว่าง ๒๖-๓๐ ให้เริ่มระวังว่า น้ำหนักจะเพิ่มขึ้นอีก ต้องเริ่มควบคุมน้ำหนัก ถ้าได้ค่าเกิน ๓๐ ต้องหามาตรการควบคุมน้ำหนักให้ได้

การกินแต่อาหารกลุ่ม fast food ประจำ การนั่งเล่นเกมอยู่หน้าโทรทัศน์เป็นประจำ ล้วนแต่เป็นการบ่อนทำลายสุขภาพของตนเอง การควบคุมน้ำหนัก การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ไม่เอื้อต่อการมีสุขภาพดี และการออกกำลังกาย ถือว่า เป็นเรื่องที่เราทุกคนสามารถทำได้ในทุกระยะของชีวิตคน เป็นเบาหวานตั้งแต่เกิดมา และสามารถทำได้ในประชากรทั่วไป ไม่ว่าจะป่วยหรือไม่เคยป่วยเป็นโรคใดก็ตาม

การปฏิบัติตนในด้านอื่นๆ ของผู้ที่เป็นเบาหวานอีกข้อคือ ผู้ป่วยต้องกินยาต้านเบาหวานหรือฉีดยาให้สม่ำเสมอ ส่วนการกินยาสมุนไพรต่างๆ น่าจะช่วยให้สภาพจิตใจดีขึ้นได้ ถ้ามีผู้นั้นมีความเชื่อในสรรพคุณของสมุนไพร เพียงแต่ ผู้เขียนสามารถรับรองได้ว่า การกินแต่ยาแผนปัจจุบันอย่างเดียว ก็สามารถคุมโรคเบาหวานได้แน่นอนอยู่แล้ว ผู้ที่กินสมุนไพรร่วมด้วยโดยที่เชื่อว่า สมุนไพรดังกล่าวไม่มีพิษหรือผลร้ายใดๆ เลยนั้น ผู้กินก็ต้องประเมินผลการกินสมุนไพร เหมือนกับการกินยาแผนปัจจุบันด้วยเหมือนกัน

ผู้ที่เป็นเบาหวานต้องหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง ที่ทำให้เกิดโรคอื่นๆ ได้ง่ายขึ้นหรือทำให้การรักษาเบาหวานยากขึ้น เช่น ต้องงดสูบบุหรี่ ไม่ดื่มสุราจนเมามาย หรือดื่มเป็นประจำที่มากเกินไป อยู่ในพื้นที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์และถ่ายเท หลีกเลี่ยงการสัมผัสโรคติดเชื้อบางอย่าง เช่น วัณโรค ไม่เกาตามผิวหนังอย่างรุนแรงเมื่อรู้สึกคัน โดยเฉพาะตามรักแร้หรือในที่อับชื้น ไม่ขยี้หนังตารุนแรงเมื่อรู้สึกคันตา ต้องล้างมือเมื่อสัมผัสสิ่งสกปรก หรือเมื่อจะแตะต้องผิวหนังของตนเอง โดยเฉพาะในบริเวณที่อับชื้น ต้องล้างมือตนเองให้สะอาด เมื่อจะทำแผลของตนเอง เป็นต้น
ขณะที่รักษาโรคเบาหวาน หากมีอาการอื่นๆ เกิดขึ้นโดยที่ไม่เคยมีมาก่อน ต้องรีบหาสาเหตุและให้การแก้ไข เช่น ถ้ามีอาการ เหงื่อแตก หมดแรงจะเป็นลม โดยไม่มีอาการแน่นหน้าอก หรือถ่ายอุจจาระดำ มักเกิดจาก น้ำตาลต่ำในเลือด ผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานจึงต้องมีเม็ดลูกกวาด หรือก้อนน้ำตาลเตรียมไว้อม เพื่อแก้ไขอาการดังกล่าว การอมลูกกวาดหรือก้อนน้ำตาล หรือดื่มน้ำหวานแล้วฟื้นคืนสติภายในเวลา ๕ นาที จะ ยืนยันว่า อาการดังกล่าว มีสาเหตุจากน้ำตาลในเลือดต่ำจริง หากเกิดภาวะนี้ ต้องหาสาเหตุและแก้ไขอีกเช่นกัน ถ้ามีอาการหอบเหนื่อยมากขึ้นตามลำดับ ต้องระวังว่า เกิดจากการรักษาเบาหวานที่ไม่เหมาะสม หรือไม่ได้รักษาอย่างสม่ำเสมอ ต้องไปพบแพทย์เพื่อค้นหาสาเหตุและแก้ไขอีกเช่นกัน

โดยสรุป โรคเบาหวานเป็นโรคที่พบบ่อย การรักษาไม่ยุ่งยาก และผู้ป่วยสามารถมีชีวิตอย่างเป็นปกติสุขได้ แต่ผู้ป่วยต้องเข้าใจโรคและร่วมมือกับแพทย์ในการรักษาอย่างต่อเนื่อง การมีพฤติกรรมที่เหมาะสม การออกกำลังกายสม่ำเสมอ การควบคุมน้ำหนักโดยการรับประทานอาหารให้ถูกต้อง เป็นการส่งเสริมสุขภาพของผู้นั้น และทำให้เจ็บป่วยจากโรคอื่นน้อยลง การรักษาจึงจะได้ผลดี และส่งผลให้ร่างกายคงอยู่ในสภาพที่แข็งแรง และใช้งานได้นานเท่าคนปกติได้

แหล่งข้อมูล : ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

เบาหวาน โรคคุ้นหูที่ไม่ธรรมดา

October 2nd, 2011 by admin No comments »

โรคเบาหวานเป็นโรคที่พบได้บ่อยและมักจะพบได้หลายคนในครอบครัวเดียวกัน จนอาจมองได้ว่าโรคนี้อาจติดมาจากพันธุกรรมได้

จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณะสุขพบว่า ปัจจุบันคนที่วัย 35 ปีขึ้นไปป่วยเป็นเบาหวานมากถึง 2.4 ล้านคน และที่น่าเป็นห่วงกว่านั้นคือผู้ที่เข้ารับการรักษากว่าครึ่งไม่เคยรู้มา ก่อนว่าป่วยเป็นเบาหวาน

ลองทำแบบทดสอบดูว่าคุณเสี่ยงต่อการเป็น เบาหวานมากน้อยเพียงใด โดยทำเครื่องหมาย ถูก ที่หน้าหัวข้อนั้นๆ หากตรงกับสภาพและอาการของตน…

• คุณมีอายุมากกว่า 35 ปี
• มีพ่อแม่พี่น้องเป็นโรคเบาหวาน

• ชอบกินของหวานๆ มันๆ
• หิวบ่อย ทานจุ

• ออกกำลังกายน้อย
• กระหายน้ำบ่อย

• อ่อนเพลียและเหนื่อยง่าย
• ตาพร่า มองไม่ชัด

• ความดันโลหิตสูง
• น้ำหนักลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ

• ปวด แน่น จุกเสียดหน้าอก
• น้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐาน

• ชาตามปลายมือปลายเท้า
• ปัสสาวะบ่อยโดยเฉพาะตอนกลางคืนต้องลุกขึ้นมาปัสสาวะ

หากคุณตอบว่าใช่เป็นส่วนใหญ่แสดงว่าคุณอาจเป็นโรคเบาหวานจำเป็นต้องรีบบำบัดรักษาก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

เบาหวานคืออะไร

เบา หวานเกิดจากตับอ่อนไม่สามารถสร้างอินซูลินได้อย่างเพียงพอ หรือร่างกายตอบสนองต่ออินซูลินได้น้อยกว่าปกติ จึงไม่สามารถเผาผลาญคาร์โบไฮเดรตรวมถึงโปรตีนและไขมันบางส่วนได้อย่างเหมาะ สม ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติและเสี่ยงต่อโรคแทรกซ้อนหลายอย่าง เช่น หัวใจวาย ตาบอด ไตวาย อัมพฤกษ์ อัมพาตและโรคติดเชื้อ เป็นต้น

เบาหวานจะแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ดังนี้

เบาหวานชนิดที่ 1 หรือ เบาหวานชนิดพึ่งอินซูลิน ซึ่งเกิดจากตับอ่อนไม่สามารถสร้างอินซูลินได้อย่างเพียงพอ เบาหวานชนิดนี้ส่วนใหญ่จะพบในเด็กและวัยรุ่น ประมาณ 10% ของผู้ป่วยเบาหวานทั้งหมดเป็นเบาหวานชนิดที่ 1

บาหวานชนิดที่ 2 หรือเบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลิน ซึ่งตับอ่อนของผู้ป่วยเบาหวานชนิดนี้ส่วนใหญ่สร้างอินซูลินได้อย่างเพียงพอ แต่ร่างกายตอบสนองต่ออินซูลินได้น้อยกว่าปกติ

ประมาณ 90% ของผู้ป่วยเบาหวานทั้งหมดเป็นเบาหวานชนิดที่ 2

โรคแทรกซ้อนของเบาหวานมีอะไรบ้าง

• ตา อาจเป็นต้นกระจกก่อนวัย ประสาทตาหรือจอตาเสื่อม และอาจทำให้ตาบอดในที่สุด

• ระบบประสาท ผู้ป่วยอาจะเป็นปลายประสาทอักเสบ มีอาการชาหรือปวดแสบปวดร้อนตามปลายมือปลาย

• เท้า ซึ่ง มักจะทำให้มีแผลเกิดขึ้นที่เท้าได้ง่ายและอาจลุกลามจนเท้าเน่า กระเพาะปัสสาวะไม่ทำงาน ทำให้กลั้นปัสสาวะไม่อยู่หรือไม่มีแรงเบ่งปัสสาวะ กระเพาะอาหารไม่ทำงาน มีอาการจุกเสียด อาหารไม่ย่อย ท้องผูก ท้องเดิน โดยเฉพาะเช้ามือถึงก่อนเที่ยง ผู้ป่วยชายมักมีภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ

• ไต มักเกิดภาวะไตวาย มีอาการบวม ซีด ความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของผู้ป่วยเบาหวานที่พบได้ค่อนข้างบ่อย

• ภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง ทำให้เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต และโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ถ้าหลอดเลือดแดงที่เท้าแข็งและตีบ เลือดไปเลี้ยงเท้าไม่พออาจทำให้เท้าเย็น เป็นตะคริว ปวดขณะเดินมากๆ หรืออาจทำให้เป็นแผลหายยากหรือนิ้วเท้าเป็นเนื้อตายเน่า

• ภูมิคุ้มกันต่ำ เป็นโรคติดเชื้อได้ง่าย เช่น วัณโรคปอด กระเพาะปัสสาวะอักเสบ กรวยไตอักเสบ กลาก โรคเชื้อชา เป็นฝีหรือพุพองบ่อย นิ้วเท้าหรือช่องคลอดอักเสบ เป็นต้น

• แผลที่เท้า เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อย เนื่องจากผู้ป่วยเบาหวานมักมีภาวะปลายประสาทอักเสบ และภาวะขาดเลือดทำให้เท้าชาเกิดแผลได้ง่ายและหายยากหรือเป็นเนื้อตายเน่า บางครั้งจำเป็นต้องตัดนิ้วหรือตัดขา ทำให้เกิดภาวะพิการได้

ทำไมผู้ป่วยเบาหวานมักเสียชีวิตจากโรคหัวใจ

ผู้ป่วยเบาหวานมีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบในอายุที่น้อยกว่าและรุนแรงกว่า เนื่องจากระดับน้ำตาลที่เพิ่มสูงขึ้นนั้นทำให้ผนังหลอดเลือดแดง ทั้งรายการเกิดความผิดปกติและเสื่อมลงอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ผู้ป่วยเบาหวานมักจะมีโรคอื่นๆ ร่วมอยู่ด้วย เช่น โรคไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง โรคอ้วน การแข็งตัวของเลือดผิดปกติ เป็นต้น

โรคเหล่านี้จะเร่งให้โครงสร้างและสภาพของหลอด เลือดเกิดความผิดปกติมากขึ้นและเร็วขึ้น หลอดเลือดหัวใจจึงเกิดการอักเสบ ทำให้คราบไขมันที่เกาะตามผนังหลอดเลือดมีการแตกออก ซึ่งจะทำให้เกิดลิ่มเลือดมาอุดตันหลอดเลือดหัวใจอย่างเฉียบพลัน ส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจตาย โรคหลอดเลือดหัวใจตีบจึงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของผู้ป่วยเบาหวาน

อาการโรคหัวใจในผู้ป่วยเบาหวานจะแตกต่างจากผู้ป่วยโรคหัวใจทั่วไปอย่างไร

สำหรับอาการของโรคหลอดเลือดหัวใจตีพในผู้ป่วยเบา หวานอาการเจ็บหน้าอกมักจะไม่ชัดเจนหรือไม่มีเลย เนื่องจากประสาทรับความรู้สึกในผู้ป่วยเบาหวานเสื่อมสภาพลง จึงมักจะมีแค่อาการเหนื่อยง่ายกว่าปกติ แน่น จุกเสียดหน้าอกเหมือนอาหารไม่ยอม วิงเวียน ตัวเย็น เหงื่อออก ใจสั่นรู้สึกคล้ายจะเป็นลม อาการเหล่านี้อาจมีอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างพร้อมกันและอาจเกิดขึ้นใน เวลาใดก็ได้

วิธีการบำบัดแบบองค์รวมของการแพทย์จีน

เป็นที่ทราบกันว่าโรคเบาหวานมีโรคแทรกซ้อนหลาย อย่างที่ทำให้เกิดภาวะพิการและมีอันตรายถึงชีวิต การบำบัดโรคเบาหวานของการแพทย์จีนจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่การควบคุมระดับน้ำตาล ในเลือดเท่านั้น แต่ยังเน้นความสำคัญกับการรักษาต้นเหตุและโรคแทรกซ้อนของเบาหวานไปพร้อมๆ กัน ดังนี้

• ทำความสะอาด และทะลวงหลอดเลือด สลายลิ่มเลือดและไขมัน ทำให้หลอดเลือดโล่งสะอาด ดังทฤษฎีการวินิจฉัยและรักษาอันสำคัญของการแพทย์จีน ปวดแสดงว่าไม่โล่ง โล่งแล้วก็จะไม่ปวด จึงป้องกันและรักษาโรคแทรกซ้อนของเบาหวาน เช่น โรคหลอดเลือด หัวใจตีบ ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง อัมพฤกษ์ อัมพาต ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

• ปรับความ สมดุลของร่างกายโดยเฉพาะความสมดุลของตับและตับอ่อน ทำให้มีการสังเคราะห์โคเลสเตอรอลและอินซูลินในปริมาณที่เหมาะสม และเมื่อร่างกายอยู่ในภาวะสมดุลแล้วก็จะตอบสนองต่ออินซูลินได้อย่างปกติ จึงสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

• บำรุงรักษาไต ที่เสื่อมลงให้แข็งแรงขึ้น เนื่องจากไตเสื่อมทำให้เกิดโรคเบาหวาน แต่เมื่อเป็นโรคเบาหวานแล้วก็จะทำให้ไตเสื่อมเร็วขึ้นจนเกิดภาวะไตวายซึ่ง เป็นวัฏจักรที่เลวร้าย การบำรุงรักษาไตจึงมีบทบาทสำคัญในการบำบัดฟื้นฟูโรคเบาหวานด้วย

ขณะเดียวกัน ผู้ป่วยเบาหวานจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันให้ถูก สุขลักษณะ พยายามหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เมื่อใช้วิธีบำบัดรักษาแบบองค์รวมควบคู่กับการปฎิบัติตัวอย่างถูกต้อง อาการต่างๆ ของเบาหวานจึงค่อยๆ ทุเลาลงหรืออาจหายไปในที่สุด

แหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ – คม ชัด ลึก

สิงห์อมควัน ระวังปอดพังก่อนวัยอันควร

July 26th, 2011 by admin No comments »

ควันบุหรี่เป็นภัยร้ายที่เป็นสาเหตุหลักของโรคมะเร็งปอด นอกจากนี้ โรคมะเร็งปอดยังเป็นสาเหตุที่สำคัญต่อการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งได้บ่อยที่สุดเมื่อเทียบกับมะเร็งชนิดอื่น เหตุผลเพราะว่าในควันบุหรี่มีสารประกอบที่อันตรายมากกว่า 4,000 ชนิด โดยในจำนวนนี้มีประมาณ 60 ชนิดที่เป็นสารก่อมะเร็ง และเป็นตัวส่งเสริมให้เกิดโรคมะเร็งปอดนั่นเอง

บุหรี่กับโรคมะเร็งปอด

นพ.เทพ เฉลิมชัย อายุรแพทย์โรคมะเร็ง โรงพยาบาลเวชธานี เผยว่า สิ่งที่ผู้สูบบุหรี่ได้สูดดมเข้าไป ได้แก่ สารทาร์(น้ำมันดิน) นิโคติน(ส่วนผสมยาฆ่าแมลง) คาร์บอนมอนนอกไซด์ ไฮโดรเจนไซยานายด์(ก๊าซพิษ) ฟีนอล แอมโมเนีย(สารที่ใช้ทำความสะอาดห้องสุขา) เบ็นซิน และฟอร์มาลดีฮายด์(สารที่ใช้ในการคงสภาพศพ) เป็นต้น ซึ่งสารพิษเหล่านี้ล้วนก่อให้เกิดโทษรุนแรงต่อร่างกาย เช่น สารนิโคติน เป็นสารพิษอย่างแรงที่ทำให้คนเสพติดควันบุหรี่ และทำให้หลอดเลือดมีการหดตัวผิดปกติ ส่งผลให้ระดับความดันโลหิตสูงขึ้น หัวใจและชีพจรเต้นเร็ว หลอดเลือดตีบแคบ เป็นเหตุทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบและโรคความดันโลหิตสูงตามมา ส่วนทาร์นั้นมีคุณสมบัติเป็นสารก่อมะเร็งเช่นกัน โดยเมื่อสูดเอาควันบุหรี่เข้าไปในร่างกาย ส่วนหนึ่งของทาร์จะจับอยู่ที่บริเวณปอด และจะจับรวมกับฝุ่นละอองที่สะสมอยู่ในถุงลมของปอด หลังจากนั้นทำให้เกิดการอักเสบและระคายต่อหลอดลมและปอด เกิดอาการไอ มีเสมหะ เนื่องจากมีสารระคายเคืองแปลกปลอมเหล่านี้อยู่ การอักเสบที่เกิดขึ้นจากการระคายเคืองเป็นเวลานานก็จะก่อให้เกิดโรคถุงลมโป่งพองและที่ร้ายมากกว่าก็คือการเกิดโรคมะเร็งปอดตามมานั่นเอง

ความเสี่ยงของโรคมะเร็งปอด จะสัมพันธ์โดยตรงกับปริมาณบุหรี่ที่สูบ โดยพบว่าผู้ที่สูบบุหรี่มากกว่า 10-20 มวนต่อวัน ติดต่อกันนานมากกว่า 10 ปี มีความเสี่ยงสูงมากที่จะเกิดมะเร็งปอด นอกจากนี้ พบว่าการสูบบุหรี่ยังเกี่ยวข้องโดยตรงกับมะเร็งกล่องเสียง มะเร็งช่องปากและลำคอ มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งไต มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งตับอ่อน มะเร็งลำไส้และทวารหนัก และมะเร็งเต้านม

มะเร็งปอดแบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลักคือ

1. มะเร็งที่เกิดจากเนื้อเยื่อของปอดเอง โดยจะแบ่งชนิดตามขนาดของเซลล์มะเร็ง คือมะเร็งปอดชนิดที่ไม่ใช่เซลล์ขนาดเล็ก ซึ่งพบได้บ่อยที่สุดประมาณร้อยละ 80 ของการเกิดโรคมะเร็งปอด ที่พบบ่อยรองลงมาคือโรคมะเร็งปอดชนิดเซลล์ขนาดเล็ก นอกจากนี้ก็มีเซลล์มะเร็งชนิดอื่นๆ รวมถึงเซลล์มะเร็งที่หายยากซึ่งพบได้น้อยประมาณร้อยละ 5 -10 ของการเกิดมะเร็งปอด

2. มะเร็งจากอวัยวะอื่นลุกลามมาสู่ปอด เนื่องจากปอดเป็นอวัยวะที่มีน้ำเหลืองและเลือดมาเลี้ยงจำนวนมาก ดังนั้น จึงมีโอกาสที่มะเร็งจากอวัยวะอื่นๆ ลุกลามมาสู่ปอดได้ง่าย

สัญญาณของโรคมะเร็งปอด

- อาการไอที่ผิดปกติไปจากที่เคยเป็น
- ไอเรื้อรัง หรือแย่ลง
- ไอเป็นเลือด ซึ่งอาจเป็นสัญญาณเตือนแรกของโรคมะเร็งปอด
- เจ็บหน้าอก หนึ่งในสี่ของผู้ที่เป็นโรคมะเร็งปอดจะมีอาการนี้ และอาจเกี่ยวข้องกับโครงสร้างอื่นๆ รอบๆ ปอด
- หายใจถี่ มักเกิดจากการอุดตันของการไหลเวียนของอากาศในปอด การคั่งของน้ำเยื่อหุ้มปอด หรือการแพร่กระจายของมะเร็งทั่วปอด
- เสียงแหบ หายใจมีเสียงหวีด เป็นสัญญาณการอุดตัน หรือการอักเสบในปอด ที่อาจมาพร้อมกับโรคมะเร็ง
- การติดเชื้อทางเดินหายใจซ้ำ เช่น หลอดลมอักเสบ หรือปอดอักเสบ เป็นสัญญาณของโรคมะเร็งปอดด้วยเช่นกัน
- มีปัญหาในการกลืน

การวินิจฉัย

ผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดโดยส่วนใหญ่ มักได้รับการวินิจฉัยโรคช้า เนื่องจากขณะที่เริ่มเป็นจะวินิจฉัยยาก ทำให้เกินกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยมักพบมะเร็งอยู่ในระยะแพร่กระจายไปแล้ว

1. การตรวจโดยการถ่ายภาพ
 การตรวจด้วยการถ่ายภาพมีหลายวิธี เช่น การเอกซเรย์ปอดนับเป็นวิธีพื้นฐานที่สุดที่สามารถมองเห็นมะเร็งที่ปอดได้ ส่วนวิธีอื่นๆ ที่สามารถทำได้คือ เครื่อง CT scan คือใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการถ่ายภาพแบบ 3 มิติ ช่วยตรวจพบก้อนเนื้องอกที่อาจไม่ปรากฏบนภาพเอ็กซเรย์ หรือพบเนื้องอกที่แพร่กระจาย นอกจากนี้ยังมี เครื่อง MRI scan เป็นวิธีที่ใช้สนามแม่เหล็กไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ในการสร้างภาพที่ทำให้เห็นรายละเอียดที่ชัดมากยิ่งขึ้น

2. การเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อไปตรวจทางพยาธิวิทยา
 เป็นการตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ โดยจะนำชิ้นเนื้อขนาดเล็ก หรือก้อนทั้งหมดของเนื้องอกของร่างกายออก แล้วนำชิ้นเนื้อตัวอย่างมาตรวจภายใต้กล้องจุลทรรศน์ เพื่อศึกษาเกี่ยวกับมะเร็งที่อาจเกิดขึ้น วิธีการในการตัดชิ้นเนื้อเพื่อวินิจฉัย ได้แก่

- การใช้เข็มดูด โดยจะใช้เข็มที่บางมากผ่านผิวหนังเข้าไป แล้วดูดเอาชิ้นเนื้อบางส่วนออกมาจากก้อนเนื้อที่สงสัย โดยจะใช้ยาชาเฉพาะที่เพื่อป้องกันอาการปวดระหว่างการดูดเก็บชิ้นเนื้อ บางครั้งอาจจะต้องทำร่วมกับเครื่อง CT scan เพื่อช่วยกำหนดตำแหน่งที่เหมาะสมสำหรับผ่านเข็มเข้าไป

- การส่องกล้องเข้าทางหลอดลม ทำโดยใช้กล้องส่องขนาดเล็กสอดผ่านเข้าทางจมูกลงไปทางหลอดลม ซึ่งจะช่วยให้แพทย์เห็นภาพของหลอดลมและท่อหลอดลมในปอดได้โดยตรง และยังสามารถมองเห็นก้อนเนื้องอกได้ชัดเจน ทำให้สามารถดูดเซลล์ หรือนำชิ้นเนื้อบริเวณนั้นมาตรวจทางห้องปฏิบัติการต่อไปได้

มะเร็งปอดสามารถรักษาได้อย่างไร

แพทย์จะวางแผนการรักษา โดยพิจารณาจากปัจจัยด้านต่างๆ เช่น ชนิดของโรคมะเร็งปอด สุขภาพโดยทั่วไปของผู้ป่วย ระยะและการแพร่กระจายของโรคมะเร็ง ผลการตรวจเลือดและผลจากภาพถ่ายและเอกซเรย์ โดยผู้ป่วยแต่ละท่านอาจมีวิธีการรักษาที่แตกต่างกัน ตามอาการของโรคมะเร็งปอดที่เป็น โดยการรักษาจะประกอบด้วย การผ่าตัด การฉายรังสี และยาเคมีบำบัด อาจเลือกใช้วิธีใดวิธีหนึ่ง หรืออาจใช้หลายวิธีร่วมกัน แล้วแต่ดุลพินิจของแพทย์

เพื่อให้ผลการรักษาดีและเหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วย การรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งปอด จึงจำเป็นต้องอยู่ภายใต้การดูแลรักษาของทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ สหสาขาวิชาชีพ หลากหลายสาขา อาทิ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคมะเร็ง ศัลยแพทย์ พยาบาล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการวินิจฉัยโรคจากชิ้นเนื้อเยื่อ นักกายภาพบำบัด นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ และนักกำหนดอาหาร เป็นต้น อย่างไรก็ตาม การรักษาแต่ละวิธี อาจมีผลข้างเคียงมากน้อยแตกต่างกันในแต่ละบุคคล

นพ.เทพ กล่าวโดยสรุปว่า โรคมะเร็งปอดยังเป็นโรคที่รุนแรง รักษายาก วิธีที่ดีที่สุดในปัจจุบันคือการป้องกัน หรือหยุดพฤติกรรมการสูบบุหรี่ตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้มีชีวิตยืนยาวขึ้น และจะได้ไม่เสี่ยงต่อโรคมะเร็งปอดในที่สุด

สอบถามเพิ่มเติมที่ คลินิกโรคมะเร็ง
โทร. 0-2734-0000 ต่อ 2200, 2204

อ้วนลงพุง..สัญญาณเตือนภัยร้าย อันตรายต่อสุขภาพ

July 26th, 2011 by admin No comments »

โรคตามใจปาก นอกจากจะทำให้หุ่นที่เคยฟิตและเฟิร์ม กลายร่างเป็นห่วงยางแล้ว ปัญหาสุขภาพนั้นก็จะตามมาในหลายๆเรื่อง..

“อ้วนลงพุง” ..ได้ยินคำนี้ทีไร หลายคนคงยากอุดหูไม่อยากรับรู้ และไม่อยากส่องกระจกมองตัวเองกันเลย แม้ว่าพฤติกรรมนั้นดูออกจะตรงกันข้าม เพราะยังคงตามใจปากตัวเอง ซึ่งสุดท้ายแล้วเรื่องความอ้วน และมีพุงที่หน้าท้องก็จะตามมา เนื่องจากเกิดการสะสมของไขมันที่บริเวณหน้าท้อง แต่ว่าไขมันในส่วนนี้มีทั้งไขมันที่อยู่ในช่องท้อง และไขมันที่อยู่ใต้ผิวหนัง หากมีไขมันช่องท้องมากจะพบว่ามีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมากกว่าไขมันที่อยู่ตามแขนหรือขา คนที่มีไขมันในส่วนที่อยู่ในช่องท้อง( visceral fat) สูงกว่า จะมีอัตราเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและโรคเบาหวานมากขึ้น ในผู้หญิงยังมีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งเต้านมอีกด้วย ดังนั้นการตั้งใจที่จะลดไขมันในส่วนนี้นอกจากจะช่วยให้สวยดูดีแล้ว ยังสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเรื้อรังได้ด้วย อ้วนลงพุงจึงไม่ใช่แค่ปัญหาความสวยความงามเท่านั้น แต่มันหมายถึงสุขภาพ และคุณภาพชีวิตที่เหลืออยู่ของคนๆนั้นเลยทีเดียว

ปัญหาเรื่องลงพุงนั้น หลายคนอาจยังเกิดข้อสงสัยว่า หน้าท้องของตัวเรานั้นเกินกี่นิ้วถึงจะเรียกว่าเสี่ยงอันตรายต่อสุขภาพ ซึ่งในผู้ชายนั้นต้องไม่เกิน 36 นิ้ว และผู้หญิง 32 นิ้ว ถ้าเกินกว่านี้จัดว่าอ้วนลงพุง และต้องหันมาเอาใจใส่ตัวเองมากขึ้น ยิ่งถ้ารอบเอวเพิ่มขึ้นทุกๆ 5 เซนติเมตร จะยิ่งมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวาน 3-5 เท่า หรือผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานอยู่แล้วก็จะป่วยเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจได้ง่ายกว่าคนปกติถึง 5 เท่าอีกด้วย

ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดเพื่อดูแลสุขภาพไม่ให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคเหล่านี้ก็คือการออกกำลังกาย ควบคุมอาหาร ลดการทานอาหารพวกแป้งและน้ำตาล และควรออกกำลังกายสม่ำเสมอทุกวันๆ ละครึ่งชั่วโมงเป็นอย่างน้อย อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่ช่วยให้การกำจัดไขมันออกจากร่างกายเป็นไปได้ง่ายขึ้น ไม่เจ็บ ไม่ต้องเจาะผิวหนังเหมือนการดูดไขมัน และสามารถกำจัดไขมันอย่างเห็นผลจริงทางการแพทย์ เป็นวิธีที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในสหรัฐอเมริกา อาจเรียกว่าเป็นนวัตกรรมในการปลดล็อกไขมันเลยก็ว่าได้ เพราะอย่างที่เรารู้ๆกันว่า ไขมันส่วนเกินไม่สามารถเผาผลาญ หรือกำจัดออกจากร่างกายได้ง่ายๆ ก็เพราะเซลล์ไขมันมีขนาดใหญ่และมีผนังเซลล์ปิดกั้นไม่ให้ไขมันถูกปลดปล่อยออกมาเพื่อเข้าสู่ระบบหมุนเวียน และขับเป็นของเสียออกจากร่างกาย การจะดูดไขมันออกก็ยังจะต้องใช้เลเซอร์เจาะเข้าไปทำลายผนังเซลล์ไขมัน เพื่อให้มันกลายเป็นของเหลว และสามารถดูดออกมาได้ วิธีการใหม่นี้ ไม่ต้องเจาะ แต่ใช้พลังงานเลเซอร์อุณหภูมิไม่สูง ที่ออกแบบมาเฉพาะ ฉายผ่านผิวหนังลงไป ทำลายผนังเซลล์ไขมัน และทำให้ไขมันกลายสภาพเป็นของเหลว เมื่อเซลล์ไขมันกลายเป็นของเหลว ก็สามารถถูกดูดซึมและขับออกจากร่างกายในรูปของของเสียได้อย่างง่ายดาย วิธีที่ว่านี้มีชื่อว่า Zerona ได้รับการรับรองจาก FDA สหรัฐอเมริกาถึงความสามารถในการกำจัดไขมันได้จริงทางการแพทย์

จากข้อมูลงานวิจัยในการใช้เครื่องมือนี้พบว่า ไขมันที่ได้รับพลังงานจะถูกกำจัดได้ถึง 90% ภายใน 12 นาที และ 99% จะถูกกำจัดออกจากเซลล์ภายใน 18 นาที ค่าเฉลี่ยของสัดส่วน ใน 3 พื้นที่ คือ เอว สะโพก และต้นขา ลดลงมากถึง 6 นิ้ว ในระยะเวลา 2 สัปดาห์ ผู้เข้ารับการรักษา มีระดับไตรกรีเซอร์ไรด์ ลดลงถึง 60% คลอเลสเตอรอลในกระแสเลือดลดลงถึง 85% และมีปริมาณไขมันดี ( HDL) เพิ่มขึ้น ขณะที่ไชมันเลว (LDL) ลดลง

การกำจัดไขมันออกไปจากร่างกายได้ การทำให้รอบเอวลดลงไม่เพียงแต่ให้รูปร่างและสัดส่วนที่ดี แต่มันยังหมายถึงสุขภาพที่ดีขึ้นด้วย ถึงเวลาที่เราจะต้องดูแลไขมันรอบเอวกันอย่างจริงจังแล้ว กำจัดมันออกไปไม่ว่าด้วยวิธีใดก็ตาม อย่าปล่อยให้มันมาทำร้ายเราอยู่ฝ่ายเดียว..

ข้อมูล/ภาพ : Apex Profound Beauty

www.apexprofoundbeauty.com